ทำไมรัสเซีย ‘ไม่เฉลิมฉลอง’ หนึ่งศตวรรษแห่งการปฏิวัติบอลเชวิค


ทำไมรัสเซีย ‘ไม่เฉลิมฉลอง’ หนึ่งศตวรรษแห่งการปฏิวัติบอลเชวิค

         การปฏิวัติครั้งสะเทือนโลกโดยพลพรรคบอลเชวิค (Bolsheviks) ที่ก่อการเปลี่ยนแปลงจักรวรรดิรัสเซียไปตลอดกาลได้ผ่านมาแล้วหนึ่งศตวรรษ บัดนี้ประเทศกลับมาตกอยู่ในสภาพอึดอัดกับความคิดขัดแย้งว่าจะเฉลิมฉลองเชิดชูเหตุการณ์สำคัญที่นำมาสู่กำเนิดของสหภาพโซเวียตอันเกรียงไกรอย่างไร ในเมื่อ ‘สหภาพ’ ล่มสลายไปแล้ว และพลังของศาสนจักรออร์โธดอกซ์มีท่าทีจะขยับกลับฟื้นคืนชีพขึ้นมา หรือว่าผู้นำสูงสุดคนปัจจุบันกำลังจะกลายเป็นไปพระเจ้าซาร์แห่งรัสเซียยุคใหม่
ก่อนปี 1917 มีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นต่อเนื่องกันหลายอย่าง จนกระทั่ง ซาร์นิโคลัสที่ 2 (Nikolai Alexandrovich Romanov หรือ Nikolai II) สละบัลลังก์ในเดือนมีนาคม แล้ว วลาดิเมียร์ เลนิน (Vladimir Ilyich Ulyanov หรือ Lenin) นำพรรคบอลเชวิคเข้ายึดอำนาจปกครองประเทศได้สำเร็จเมื่อ 25 ตุลาคม 1917 (ตามปฏิทินจูเลียนที่ใช้กันอยู่ในรัสเซียยุคนั้น ซึ่งตรงกับ 7 พฤศจิกายน ตามปฏิทินปัจจุบัน)
หลังจากนั้นสงครามกลางเมืองระหว่างผู้คนชาวรัสเซียต่างอุดมการณ์อุบัติขึ้นทันที นำไปสู่การสถาปนาสหภาพสังคมนิยมโซเวียตแห่งรัสเซีย (Union of Soviet Socialist Republics: USSR) ซึ่งก่อร่างขึ้นจากเศษซากปรักหักพังของจักรวรรดิรัสเซียแต่ดั้งเดิม
มาบัดนี้ เมื่อเวลาผ่านไปได้ 100 ปี รัฐบาลรัสเซียกลับต้องมาประสบกับความยากลำบากใจว่าจะจัดการอย่างไรกับความทรงจำการปฏิวัติพลิกแผ่นดินเมื่อครั้งอดีต โดยมีฉากอันเป็นตำนานเหตุการณ์ประชาชนลุกฮือขึ้นโค่นล้มระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช ผสมกับพฤติกรรมการปกครองด้วยกำปั้นเหล็กในยุคของสหภาพโซเวียต ประกอบเป็นหัวข้ออภิปรายถกเถียงกันมาตลอดจนกระทั่งทุกวันนี้
ขณะที่รัฐบาลรัสเซียใช้ความพยายามอยู่มากเพื่อหนุนเนื่องให้เกิดความรู้สึกด้านบวกต่อคณะผู้ปกครองตลอดยุคโซเวียต ซึ่งล่มสลายไปแล้วเมื่อปี 1991 รัฐก็ยังได้แสดงความปรารถนาให้เห็นได้ชัดว่าต้องการจะเสริมส่งพลังและอิทธิพลของศาสนจักรออร์โธดอกซ์ด้วย ซึ่งทั้งสองแนวทางน่าจะเป็นสิ่งขัดแย้งตรงกันข้าม
การกล่าวยกย่องสรรเสริญวีรกรรมของเลนินผู้มีบทบาทนำแห่งการปฏิวัติของมวลชนกรรมาชีพ จะเริ่มยุ่งยากสับสนขึ้น เมื่อลงสู่รายละเอียดสักเล็กน้อยก็จะปรากฏความคิดเห็นของเขาวิพากษ์อำนาจของศาสนจักรและบรรดานักบวช ว่าเป็นผู้นำแห่งการกดขี่ข่มเหงรายสำคัญที่ได้กระทำต่อพลเมืองชนชั้นแรงงานผู้ด้อยสถานะ
นับจากปลายปีที่แล้วถึงกลางปีนี้ รัฐบาลรัสเซียยังไม่ได้ออกกำหนดแผนการชัดเจนเพื่อจัดงานรำลึกถึงการปฏิวัติบอลเชวิคของเลนินอย่างเป็นเรื่องเป็นราว เมื่อเดือนธันวาคม ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน (Vladimir Vladimirovich Putin) สั่งให้เจ้าหน้าที่จัดงานทางสาธารณะเกี่ยวกับเหตุการณ์ปี 1917 แล้วคณะบริหารแห่งเครมลินก็แทบไม่ให้รายละเอียดใดๆ ว่าจะเน้นบทบาทโดดเด่นของเลนินลักษณะไหน ในการบรรยายบอกเล่าเรื่องที่จะ ‘เฉลิมฉลอง’ เพื่อรำลึกถึงการปฏิวัติครั้งสำคัญนี้เลย
ตลอดหลายปี ปูตินเองได้ให้ความเห็นเป็นการวิพากษ์เลนินหลายครั้ง เขาอ้างว่า การยืนหยัดต่ออุดมการณ์ของเลนินและความปรารถนาของลัทธิคอมมิวนิสต์เพื่อแพร่ขยายไปทั่วโลกได้นำมาซึ่ง “ความพินาศของสหภาพโซเวียต” ในที่สุด
ตลอดยุคโซเวียต รัฐจัดงานเฉลิมฉลองวันครบรอบการปฏิวัติ 7 พฤศจิกายน เป็นงานใหญ่ระดับมโหฬารทุกปี (หรือ 25 ตุลาคม ตามปฏิทิน Julian ที่ใช้ในปี 1917) เป็นวันหยุดพักผ่อน ในงานมีขบวนพาเหรดของทหารและการแสดงแสนยานุภาพกลางจัตุรัสแดงของกรุงมอสโคว์
ในยุคใหม่ระหว่างสิบกว่าปีที่ผ่านมา งานฉลองการปฏิวัติบอลเชวิคของรัสเซียได้ลดขนาดลงกว่าที่เคยปรากฏอย่างมากมาย
รัฐบาลเครมลินได้มอบหมายให้คณะกรรมการการเมืองและพวกนักบวชผู้ที่ไม่เคยแสดงความโน้มเอียงแนวทางคอมมิวนิสต์หรือราชาธิปไตย ร่วมกันวางแผนจัดงาน ‘เฉลิมฉลอง’ ปีนี้ ในทำนองไม่ค่อยกระตือรือร้นและขาดไร้ ‘จิตวิญญาณปฏิวัติ’ อย่างมาก
คณะกรรมการแถลงว่าเป้าหมายสำคัญของงานนี้คือการ “ดึงบทเรียนจากประวัติศาสตร์” เพื่อมุ่ง “เสริมสร้างความสามัคคี” และเรียนรู้ถึง “วิธีการแก้ปัญหาความขัดแย้งโดยสันติ”
เซอร์เก นาริชกิน (Sergei Naryshkin) ผู้เป็นทั้งนายกสมาคมประวัติศาสตร์รัสเซียและผู้อำนวยการหน่วยข่าวกรองต่างประเทศ กล่าวในที่ประชุมคณะกรรมการชุดหนึ่งว่า “การปฏิวัตินำมาซึ่ง การหลั่งเลือด ความตาย การทำลายล้าง และความพินาศ โดยตลอด”
นาริชกินบอกว่า ชาวรัสเซีย “รู้คุณค่าที่แท้จริงของความมั่นคง” และเขากล่าวว่ามั่นใจได้ว่าแนวคิดการปฏิวัติ “จะต้องไม่ถูกนำเข้าจากต่างประเทศ”
จนกระทั่งเวลากระชั้นชิดเข้ามาทุกขณะ แต่ก็ยังไม่เคยมีการแถลงชัดเจนว่าแผนการจัดงานเพื่อรำลึกวันครบรอบปฏิวัติประกอบด้วยรายละเอียดอย่างใดบ้าง
แต่บทเรียนจากเหตุการณ์เท่าที่ผ่านมาเมื่อเร็วๆ นี้มีความชัดเจนระดับหนึ่งว่าทางการเครมลินพยายามป้องกันไม่ให้เกิดแรงกระตุ้นใดๆ เพื่อกระทบกระเทือนสถานะเดิมทางการเมือง เช่น การเดินขบวนประท้วงบนท้องถนน โดยเฉพาะอย่างยิ่งอีกไม่กี่เดือนจะถึงกำหนดการเลือกตั้งประธานาธิบดี ซึ่งคาดว่าประธานาธิบดีปูตินจะลงสมัครอีกครั้งหนึ่ง
นับตั้งแต่ปี 2000 ปูตินได้เสริมสร้างอำนาจของตนขึ้นเสมือนเป็น ‘เสาหลักแห่งเสถียรภาพ’ และคุณค่าดั้งเดิม หลังจากเหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมืองระหว่างทศวรรษ 1990 โดยมุ่งหวังที่จะแสดงตัวตนเสมือนเป็นศูนย์รวมของพลเมืองหลายกลุ่มศาสนาและชาติพันธุ์ของประเทศ
“ผู้นำระดับสูงของประเทศเราได้แสดงให้เห็นหลายต่อหลายครั้งว่าจำเป็นที่จะต้องปรองดองผู้คนแห่งอุดมการณ์ ‘แดง’ และ ‘ขาว’ เข้าด้วยกัน” นักประวัติศาสตร์ วลาดิสลาฟ อัคไซโอนอฟ (Vladislav Aksyonov) กล่าว เขาน่าจะหมายถึงพวกคอมมิวนิสต์กับคนของฝ่ายจักรวรรดิที่ได้เคยสู้รบในสงครามกลางเมือง
“การจะทำเช่นนั้นให้ได้ เราจำเป็นต้องจัดการกับประเด็นอันน่าปวดร้าว แต่เราสามารถพูดได้ว่า การประนีประนอมที่สมบูรณ์ยังไม่เกิดขึ้นเลย และไม่น่าจะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้” เขากล่าวเสริม
รัสเซียเคยเป็นจักรวรรดิมหาอำนาจก่อนก่อการจลาจลคอมมิวนิสต์ แล้วต้องมาผจญกับช่วงเวลาลำบากแสนเข็ญในการดิ้นรนต่อสู้กับประวัติศาสตร์ที่ขัดแย้งกัน ทั้งเรื่องศาสนจักรที่เคยเป็นมือไม้ของจักรวรรดิเก่า และวัตถุที่ระลึกถึงยุคปฏิวัติและวีรกรรมของสหภาพโซเวียต
ซาร์นิโคลัสที่ 2 กับครอบครัวซึ่งถูกสังหารโหดไปโดยพวกบอลเชวิค ต่อมาเมื่อปี 2000 ซาร์นิโคลัสได้รับการยกย่องและสถาปนาให้รับสถานะนักบุญโดยศาสนจักรออร์โธดอกซ์แห่งรัสเซีย
ในช่วงเกือบ 26 ปีนับตั้งแต่การล่มสลายของสหภาพโซเวียต บทบาทของศาสนจักรออร์โธดอกซ์ที่เคยถูกจำกัดและข่มเหงรังควาญได้เปลี่ยนไปอย่างมาก ศาสนจักรได้กลายเป็นเอกลักษณ์แห่งการกำหนดตัวตนของรัสเซียที่ได้รับการสนับสนุนอย่างแข็งขันจากเครมลิน
ประธานาธิบดีปูติน อดีตเจ้าหน้าที่หน่วยข่าวกรอง KGB แห่งสหภาพโซเวียตที่ปฏิเสธพระเจ้า บัดนี้ได้ผ่านเข้ารับศีลแห่งศาสนาคริสต์นิกายออร์โธดอกซ์เรียบร้อยแล้ว ผู้นำรัสเซียมักปรากฏในรายการโทรทัศน์แห่งชาติขณะเข้าร่วมพิธีทางศาสนาบ่อยครั้ง และมักแถลงให้ความสำคัญกับนักบวชผู้นำของศาสนจักร
ประมุขของศาสนจักรออร์โธดอกซ์รัสเซีย สังฆราชคิริลแห่งมอสโคว์ (Patriarch Kirill of Moscow) เป็นบุคคลทางศาสนาที่ได้รับนับถือโดยชนชั้นสูงทั่วไปของประเทศ
รัสเซียเป็นประเทศภายใต้รัฐธรรมนูญแบบรัฐฆราวาสซึ่งใช้กับสังคมศาสนิกและชาติพันธุ์หลากหลาย แต่ในช่วงห้าหกปีที่ผ่านมา รัฐบาลได้ออกกฎหมายและแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญาที่บัญญัติลงโทษ ‘การดูหมิ่นศาสนาและอิสรภาพ’
กรณีอื้อฉาวที่สุดคือเรื่องที่สมาชิกนักสตรีนิยมแห่งวงดนตรีพังค์ Pussy Riot ต้องรับโทษจำคุกสองปี หลังจากบุกเข้าไปในวิหารใหญ่กรุงมอสโคว์ในปี 2012 เพื่อร้องเพลงประณามปูติน
ไม่นานนี้ บล็อกเกอร์ของผู้ไม่เชื่อในพระเจ้ารายหนึ่งได้ถูกตั้งข้อหาอาญา ‘หมิ่นศาสนา’ หลังจากโพสต์วิดีโอเกี่ยวกับตัวเขาเองขณะเล่นเกม Pokémon Go ในโบสถ์
ในส่วนของสัญลักษณ์ สิ่งรำลึก และอนุสาวรีย์ต่างๆ ซึ่งยังหลงเหลืออยู่ สามารถเห็นได้ตามสถานที่สำคัญหลายแห่งของประเทศ เป็นข้อพิสูจน์ถึงความสับสนและขัดแย้งกันระหว่างพลเมืองหลายกลุ่ม ทั้งทางด้านอุดมการณ์และความต้องการรักษาความทรงจำ หรือว่าอยากจะลืมเรื่องราวในอดีตเหล่านี้
ขณะที่ร่างของเลนินยังคงตั้งแสดงอยู่ที่อาคารสุสานแห่งพระราชวังเครมลินในจตุรัสแดง ชาวรัสเซียบางส่วนยังคงคัดค้านการรื้อถอนอนุสาวรีย์เลนินจำนวนหนึ่งที่เหลืออยู่ในประเทศ ส่วนในโลกของอดีตคอมมิวนิสต์ ประเทศเพื่อนบ้านหลายแห่ง รวมทั้งยูเครน มีนโยบายจะถอดถอนอนุสาวรีย์เลนินและสัญลักษณ์อื่นๆ ทั้งหมดของสหภาพโซเวียต
การสำรวจของสำนัก Levada ที่ออกคำถามว่าควรจะทำอย่างไรกับร่างของของเลนิน ผู้ตอบร้อยละ 50 ในรัสเซียเรียกร้องให้เอาร่างเขาไปฝังเสียดีกว่า
หลังจากครองอำนาจสูงสุดมาได้ 17 ปี ในแง่หนึ่งการพยายามปฏิรูปประเทศของปูตินประกอบด้วยหลายมาตรการ นับตั้งแต่การลดภาษีไปจนถึงการขยายตัวของสิทธิในทรัพย์สิน ซึ่งได้ช่วยปรับเปลี่ยนศักยภาพของชาวรัสเซียหลายล้านคนให้ดีขึ้น
ก่อนหน้านั้นดูเหมือนว่าคนรัสเซียมีประสบการณ์เกี่ยวกับประชาธิปไตยเพียงด้านเดียว คืออาชญากรรม ความยากจน และความไม่มั่นคง ที่ได้แพร่ขยายมากขึ้นหลังจากการล่มสลายของสหภาพโซเวียต
ปูตินกล่าวสุนทรพจน์ครั้งแรกเมื่อปี 2000 ว่า “เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของประเทศของเราที่มีการมอบอำนาจ … อย่างถูกต้องตามกฎหมาย … และโดยสันติ” และเขาพร้อมที่จะ


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น