วันพฤหัสบดีที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2562

ชัยชนะของประชาชนในการปฏิวัติเดือนกุมภาพันธ์ ต่อการปกครองระบอบซาร์แห่งรัสเซีย

ชัยชนะของประชาชนในการปฏิวัติเดือนกุมภาพันธ์ ต่อการปกครองระบอบซาร์แห่งรัสเซีย

การปฏิวัติรัสเซียในปี ค.ศ. 1917 เกิดขึ้นสองครั้งด้วยกัน ครั้งแรกเกิดขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ตามปฏิทินเก่า (ช้ากว่าปฏิทินเกเกอเรียนหรือปฏิทินสากล) ซึ่งเป็นการล้มล้างระบอบการปกครองของซาร์นิโคลัสที่ 2 แห่งจักรวรรดิรัสเซีย (Tsar Nicholas II of Russia) และการปฏิวัติครั้งที่สองเกิดขึ้นในเดือนตุลาคม (ประมาณเดือนพฤศจิกายนตามปฏิทินสากล) ซึ่งเป็นปฏิวัติของพรรคบอลเชวิคในการสืบทอดเจตนารมแห่งการปฏิวัติตามทฤษฎีมาร์กซ์

สงครามก่อเกิดการปฏิวัติ

การปฏิวัติรัสเซีย ค.ศ. 1917 เป็นผลสืบเนื่องจากความยืดเยื้อของสงครามโลกครั้งที่ 1 ในช่วง ค.ศ. 1914-1918 ซึ่งรัสเซียต้องต่อสู้กับฝ่ายเยอรมนี ออสเตรีย-ฮังการี อิตาลี และตุรกี แม้รัสเซียจะมีกองทหารจำนวนมากแต่มีอุปสรรคหลายประการที่ทำให้การรบแนวหน้าไม่ประสบผลสำเร็จ โดยเฉพาะการขนส่งกำลังสนับสนุนทั้งเสบียงอาหารและอาวุธ ทำให้รัสเซียต้องเพลี่ยงพล้ำจนเกิดความสิ้นหวังในกองทัพ ซึ่งแสดงให้เห็นว่ารัสเซียไม่ได้เป็นคู่แข่งขันทางทหารที่สำคัญของฝ่ายเยอรมนีอีกต่อไป
สงครามส่งผลกระทบต่อสภาพเศรษฐกิจและสังคมภายรัสเซียถดถอย เกิดภาวะเงินเฟ้อ ราคาอาหารและสินค้าถีบตัวสูงขึ้น และจํานวนคนว่างงานก็เพิ่มสูงขึ้นตาม จึงก่อให้เกิดกระแสต่อต้านรัฐบาลและต่อต้านการดื้อดึงจะทำสงครามต่อไป อย่างไรก็ตาม ซาร์นิโคลัสที่ 2 ทรงยืนยันที่จะทำสงครามต่อไปและเสด็จไปบัญชาการรบด้วยพระองค์เองในกลางเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1915
ซารีนา อะเล็กซานดรา (Tsarina Alexandra) ทำหน้าที่บริหารราชการแผ่นดินแทนพระองค์ ซารีนาทรงเชื่อคําแนะนําของรัสปูติน (Rasputin) ในการแต่งตั้งผู้ใกล้ชิดของเขาที่ไร้ความสามารถให้ดํารงตำแหน่งสำคัญ ๆ ทำให้การปกครองยิ่งไร้เสถียรภาพ จึงเริ่มเกิดเสียงเรียกร้องจากสภาดูมาให้มีการปฏิรูปการเมืองการปกครอง ขณะเดียวกันกลุ่มการเมืองฝ่ายซ้ายก็เคลื่อนไหวโจมตีรัฐบาลอย่างหนัก นอกจากนั้นยังปลุกระดมประชาชนให้ลุกขึ้นต่อต้านรัฐบาล โดยชี้ให้เห็นว่าการปฏิวัติเป็นวิธีเดียวที่จะทำให้รัสเซียรอดพ้นจากปัญหาต่าง ๆ ที่กำลังปะทุขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง




ภาพการ์ตูนล้อเลียนราชวงศ์โรมานอฟที่อยู่ภายใต้อิทธิพลของรัสปูติน

   ประชาชนออกมาต่อต้านรัฐบาลโดยเดินขบวนชุมนุมประท้วงและก่อจลาจลตามเมืองต่าง ๆ เพราะไม่สามารถอดทนกับสภาวะตกงานและอดอยากได้อีกต่อไป กรรมกรกว่า 142,000 ในกรุงเปโตรกราด (Petrograd) จัดชุมนุมในวาระครบรอบเหตุการณ์วันอาทิตย์นองเลือด (Bloody Sundayค.ศ. 1905 อ่านเพิ่มเติม ที่นี่) ไม่นานการชุมนุมเดินขบวนก็ขยายตัวไปตามเมืองต่าง ๆ ฝ่ายปฏิวัติจึงปลุกระดมทางการเมืองและนําไปสู่การเกิดการปฏิวัติเดือนกุมภาพันธ์ (February Revolution) ค.ศ. 1917

การปฏิวัติเดือนกุมภาพันธ์

        ประชาชนชาวรัสเซียไม่ว่าจะเป็นชาวนา ชาวไร่ ทหาร ตำรวจ กรรมกร นักศึกษา ปัญาชน รวมกันชุมนุมต่อต้านรัฐบาลได้ในที่สุด ในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ (27 กุมภาพันธ์ตามปฏิทินสากล) เจ้าหน้าที่ตำรวจรายงานว่าพบนายทหารแทรกซึมปะปนกับฝูงชนที่ประท้วงต่อต้านสงคราม ในการนี้อะเล็กซานเดอร์ เคเรนสกี (Alexander Kerensky) นักกฎหมายและหนึ่งในนักวิชาการที่อยู่ข้างประชาชนได้ฉวยโอกาสในการโจมตีและชี้ให้เห็นโทษของระบอบซาร์
การปฏิวัติเดือนกุมภาพันธ์เริ่มต้นในวันที่ 18 กุมภาพันธ์ (3 มีนาคมตามปฏิทินสากล) จากการนัดหยุดงานและชุมนุมใหญ่ของกรรมกรโรงงานพติลอฟ (Puitoy) ซึ่งไม่เพียงเป็นโรงงานที่ใหญ่ที่สุดในกรุงเปโตรกราด ตามมาด้วยการเดินขบวนของกรรมกรหญิง ซึ่งตรงกับวันสตรีสากล ในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ (8 มีนาคม ตามปฏิทินสากล) จากนั้นก็ตามมาด้วยการนัดหยุดงานจากทุกอาชีพทั่วทั้งประเทศ คนงานหลายพันคนหลั่งไหลไปตามถนนในกรุงเปโตรกราดเพื่อแสดงความไม่พอใจรัฐบาล
ในขณะที่รัฐบาลรัสเซียเริ่มใช้มาตรการปันส่วนอาหาร โดยเฉพาะแป้งและขนมปัง ทำให้เกิดข่าวลือเรื่องการขาดแคลนอาหารจึงยิ่งทำให้เกิดการจลาจลที่เกิดขึ้นทั่วกรุงเปโตรกราด แรงงานจากหลายแห่งเริ่ม “สไตร์ค” เพื่อมาร่วมประท้วงกับผู้ชุมนุม ประชาชนชาวรัสเซียทั้งชายหญิงเดินขบวนชุมนุมเรียกร้องให้ยุติภาวะขาดแคลนอาหาร เรียกร้องให้ยุติสงคราม ในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ (9 มีนาคมตามปฏิทินสากล) ก็มีประชาชนมาร่วมชุมนุมกว่า 200,000 คน
รัฐบาลพยายามใช้กองกําลังเพื่อแยกสลายการชุมนุมแต่ยิ่งกลับทำให้เหตุการณ์ปานปลาย มีการชูคําขวัญ “ชาร์จงพินาศ” “สงครามจงพินาศ” และ “ขนมปัง” ในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ (11 มีนาคมตามปฏิทินสากล) ทหารบางส่วนเริ่มขัดคำสั่งผู้บัญชาการและเข้าร่วมชุมนุมกับประชาชน
ในคืนนั้นซาร์นิโคลัสที่ 2 ทรงมีพระราชบัญชาให้รีบสลายการชุมนุมประท้วง ฝ่ายรัฐบาลได้จับกุมสมาชิกพรรคบอลเชวิค ทางพรรคบอลเชวิคจึงออกแถลงการณ์เรียกร้องให้ประชาชนลุกขึ้นสู้เพื่อต่อต้านระบอบซาร์และเรียกร้องให้สถาปนารัฐบาลปฏิวัติ

อำนาจในระบอบซาร์ล่มสลาย

ในวันที่ 27 กุมภาพันธ์ (12 มีนาคม ตามปฏิทินสากล) สมาชิกในสภาดูม่าบางส่วนไม่สามารถทนดูเฉยกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้จึงได้ร่วมกันจัดตั้งคณะกรรมาธิการชั่วคราวแห่งสภาดูมาขึ้นมา นำโดย มิคาอิล โรดเซียนโก (Mikhail Rodzianko) ประธานสภาดูมาซึ่งได้รับการสนับสนุนจากนักธุรกิจรายใหญ่ในมอสโคว์และนายธนาคารในกรุงเปโตรกราด
เวลาต่อมาประชาชนบุกยึดสถานีรถไฟ คลังอาวุธ จุดยุทธศาสตร์ และเผาสถานที่ราชการสําคัญ ๆ ในกรุงเปโตรกราด เช่น ศาลแขวง สำนักงานใหญ่ของหน่วยตำรวจลับ รวมทั้งปลดปล่อยนักโทษการเมืองให้เป็นอิสระ ในคืนวันที่ 27 กุมภาพันธ์ กรุงเปโตรกราดก็ตกอยู่ใต้การควบคุมของฝ่ายปฏิวัติและมีการจัดตั้งสภาโซเวียตเปโตรกราดแห่งผู้แทนกรรมกรและทหาร (Petrograd Soviet of Worker’s and Soldiers Deputies)









         ประชาชนออกมาเผา “สัญลักษณ์” ของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช ในวันที่ 27 กุมภาพันธ์ (12 มีนาคมตามปฏิทินสากล)

มิคาอิล โรดเซียนโกได้โทรเลขถึงซาร์นิโคลัสที่ 2 ทูลแจ้งเรื่องความวุ่นวายโกลาหลที่เกิดขึ้นในกรุงเปโตรกราดเพื่อขอให้พระองค์ทรงจัดตั้งรัฐบาลขึ้นใหม่และเปลี่ยนแปลงนโยบายบริหารประเทศ แต่พระองค์ไม่สนพระทัยโทรเลขของมิคาอิล โรดเซียนโก และโปรดให้ถอนกําลังบางส่วนจากแนวหน้าไปสมทบ รัฐบาลส่งทหารหน่วยคอซแซค (Cossack) ที่ว่ากันว่าเป็นทหารที่จงรักภักดีต่อซาร์มาควบคุมและปราบปรามประชาชน แต่ทหารกลุ่มนี้เห็นใจชาวรัสเซียและเปลี่ยนท่าทีมาสนับสนุนประชาชน สัญลักษณ์ของระบอบการปกครองของซาร์ถูกทำลายลงอย่างรวดเร็ว
ในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ (13 มีนาคมตามปฏิทินสากล) ซาร์นิโคลัสที่ 2 เดินทางออกจากแนวหน้าในสมรภูมิเพื่อมุ่งกลับกรุงเปโตรกราด ในตอนเย็นของวันที่ 1 มีนาคม (14 มีนาคมตามปฏิทินสากล) ซาร์นิโคลัสที่ 2 เสด็จฯ โดยรถไฟมาถึงเมือง ปัสคอฟ (Pskov) ในขณะเดียวกันนั้นหน่วยพิทักษ์พระราชวังอะเล็กซานเดอร์ ที่ซาร์สโกเอเซโล (Tsarskoe Selo) ได้ “ประกาศความเป็นกลาง” หรือบางส่วนก็หนีออกจากกรุงเปโตรกราดซึ่งเป็นการละทิ้งราชวงศ์ของซาร์
ฝ่ายปฏิวัติที่ประกอบไปด้วย คณะกรรมาธิการชั่วคราวแห่งสภาดูมาและสภาโซเวียตเปโตรกราดจึงประกาศการสิ้นสุดอํานาจของรัฐบาลซาร์เมื่อวันที่ 1 มีนาคม ค.ศ. 1917 และปกครองในระบอบสาธารณรัฐ
นิโคไล รุซสกี ผู้นำกองทัพ (Nikolai Ruzsky) วาซิลี โชล์กิน (Vasily Shulgin) และอะเล็กซานเดอร์ กุชคอฟ (Alexander Guchkov) สมาชิกสภาดูมา ถวายคำแนะนำซาร์นิโคลัสที่ 2 ว่าการสละราชย์เป็นวิธีเดียวที่จะช่วยกอบกู้ประเทศได้ พระองค์จึงทรงตัดสินพระทัยสละราชบัลลังก์ให้แก่ชาเรวิช อะเล็กเซย์ (Tsarevich Alexei) พระราชโอรสเมื่อวันที่ 2 มีนาคม (15 มีนาคมตามปฏิทินสากล) แต่ในเย็นวันเดียวกันนั้นก็ทรงเปลี่ยนพระทัยและแก้ไขคําสั่งโดยประกาศมอบราชบัลลังก์ให้พระอนุชาแกรนด์ ดุกไมเคิล อะเล็กซานโดรวิช (Grand Duke Michael Alexandrovich)
อย่างไรก็ตาม ในวันถัดมาแกรนด์ดุกไมเคิลทรงปฏิเสธราชบัลลังก์ การปฏิเสธที่จะสืบราชสมบัติของแกรนด์ถูกไมเคิลจึงทําให้ราชวงศ์ โรมานอฟซึ่งปกครองรัสเซียกว่า 300 ปีสิ้นสุดลง ซาร์นิโคลัสที่ 2 และพระราชวงศ์ในเวลาต่อมาทรงถูกจับและกักบริเวณที่พระราชวังอะเล็กซานเดอร์ ที่ซาร์สโกเอเซโล (Tsarskoe Selo) ซึ่งอยู่ห่างจากกรุงเปโตกราดประมาณ 27 กิโลเมตร



พระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ ๒ ทรงปราถนาที่จะให้มกุฎราชกุมารอเล็กซิสขึ้นนครองราชย์เป็นพระเจ้าซาร์ต่อจากพระองค์

หลังการปฏิวัติเดือนกุมภาพันธ์

การปฏิวัติเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1917 ซึ่งเกิดขึ้นอย่างฉับพลันโดยได้มีการวางแผน และเตรียมการกันมาก่อนสิ้นสุดลงด้วยชัยชนะของประชาชนและนับเป็นการปฏิวัติที่นองเลือดน้อยมาก ข่าวชัยชนะของการปฏิวัติในกรุงเปโตรกราดที่แพร่สะพัดไปทั่วประเทศทําให้เกิดการเคลื่อนไหวปฏิวัติที่นครมอสโก ครอนด์สตัดท์ (Kronstadt) และเมืองอื่น ๆ และต่างมีชัยชนะทั้งทําให้นักปฏิวัติรัสเซียที่ลี้ภัยนอกประเทศเร่งรีบกลับสู่รัสเซีย
เมื่อเยอรมนีในเวลาต่อมาได้จัดขบวนรถไฟตู้ปิดให้เลนินและแกนนําของบอลเชวิคอีก 18 คน เดินทางกลับรัสเซียโดยใช้เส้นทางผ่านเยอรมนีและฟินแลนด์ เยอรมนีคาดหวังว่าการกลับเข้าประเทศของเลนินจะช่วยทําให้สถานการณ์ภายในรัสเซียเลวร้ายมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีต่อแนวรบในสงครามของฝ่ายเยอรมนี เลนินเดินทางถึงรัสเซียในวันที่ 3 เมษายน แล้วเสนอรายงานซึ่งเรียกกันว่า “นิพนธ์เดือนเมษายน” (April Thesis) ว่าด้วยการก้าวจากการปฏิวัติประชาธิปไตยชนชั้นนายทุน เลนินชูคําขวัญว่า “สันติภาพ ที่ดิน และขนมปัง” และได้รับความนิยมจากประชาชนสูงมากขึ้นเรื่อย ๆ
หลังจากนั้นรัสเซียก็ตกอยู่ในสภาวะความผันผวนทางอำนาจ ระหว่างรัฐบาลเฉพาะกาลที่ได้รับการตั้งขึ้นโดยคณะกรรมาธิการชั่วคราวแห่งสภาดูมากับพรรคบอลเชวิค ซึ่งนำไปสู่การปฏิวัติครั้งที่สองของปี ค.ศ. 1917 ในเดือนตุลาคม (ประมาณเดือนพฤศจิกายนตามปฏิทินสากล) ซึ่งเป็นปฏิวัติของพรรคบอลเชวิคในการสืบทอดเจตนารมแห่งการปฏิวัติตามทฤษฎีมาร์กซ์ และในที่สุดก็นำรัสเซียเข้าสู่ระบอบสังคมนิยมได้สำเร็จ



อเล๊กซานเดอร์ อุลยานอฟ "ซาช่า" พี่ชายนักปฏิวัติของเลนิน


อเล๊กซานเดอร์ อุลยานอฟ "ซาช่า" พี่ชายนักปฏิวัติของเลนิน


 










กล่าวกันว่า "ซาช่า" พี่ชายของเลนินเป็นผู้ที่สนใจในข้อเขียนของคาร์ล มาร์กซ์เป็นอย่างมากจนถึงระดับที่แปลข้อเขียนที่มาร์กซ์วิพากษ์วิจารณ์แนวคิดของเฮเกล (Critique of Hegel's Philosophy of Right) ซึ่งเมื่อเลนินเห็นข้อเขียนของพี่ชายดังกล่าว เขาสนใจจนถึงกับนั่งลงและอ่านมันทันที 
นอกจากนี้ระหว่างการไต่สวนคดีลอบปลงพระชนม์พระเจ้าซาร์ในชั้นศาล "ซาช่า" ได้ประกาศต่อคณะผู้ไต่สวนว่า 
"… เราได้รับการสนับสนุนให้พัฒนาพลังความคิดของเรา แต่กลับไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้มันเพื่อผลประโยชน์ของปวงชน …" 
คำกล่าวนี้เองที่ทำให้เลนินเกิดแนวคิดที่จะนำความรู้มาแก้ไขปัญหาของสังคม แทนที่จะเรียนรู้เพื่อให้ผ่านเลยไปเท่านั้น ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการที่เขาสานต่อความฝันของพี่ชายนั้น ไม่ใช่เพื่อเป็นการแก้แค้นรัฐบาล แต่เป็นการกระทำเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของระบอบมาร์กซิสนั่นเอง 
ในเดือนสิงหาคม ค.ศ.1887เลนินเข้าศึกษาในคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยคาเซน (Kazen University) ที่ซึ่งเขาได้ศึกษางานเขียนของปรมาจารย์ลัทธิมาร์กซ์คือ "คาร์ล มาร์กซ์" (Karl Marx) จนทำให้เขาเข้าไปเกี่ยวข้องกับการลุกฮือขึ้นก่อจลาจลของนักศึกษามหาวิทยาลัยและส่งผลให้มหาวิทยาลัยคาเซนไล่เขาออกจากการเป็นนักศึกษา เลนินถูกจับตามองจากหน่วยตำรวจลับเป็นพิเศษ เพราะมีพฤติกรรมที่นิยมความรุนแรง อีกทั้งยังมีความเกี่ยวข้องกับพี่ชายและพี่สาวที่เป็นผู้ก่อการร้าย จึงเกรงว่าเลนินจะเป็นส่วนหนึ่งของผู้สร้างปัญหาให้กับราชวงศ์และประเทศรัสเซีย


100 ปีแห่งการปฏิวัติรัสเซีย


100 ปีแห่งการปฎิวัติรัสเซีย  

     “ประวัติศาสตร์จะไม่ให้อภัยเรา หากเราไม่ฉวยโอกาส เอาอำนาจเสียตอนนี้” (“History will not forgive us if we do not assume power now”) V.I. Lenin
7 พฤศจิกายน 1917 วันนี้เมื่อ 100 ปีก่อน เวลาประมาณ 10.00 น. คณะกรรมการปฏิวัติฝ่ายทหาร ได้ตีพิมพ์คำวิงวอนของเลนิน
ถึงพลเมืองรุสเซีย
รัฐบาลเฉพาะกาลได้ถูกขับไล่ออกไปแล้ว อำนาจแผ่นดินได้ตกอยู่ในมือของสภาโซเวียต ของผู้แทนกรรมการและทหารแห่งนครเปโตรกราด คือ คณะกรรมการปฏิวัติฝ่ายทหาร ซึ่งเป็นผู้นำชนกรรมาชีพและทหารเปโตรกราด
บนแม่น้ำเนวา เรือรบหลวงออโรรา เรือรบหลวงที่เคยเดินทางมากรุงเทพฯ เมื่อครั้งงานพระราชพิธีบรมราชาภิเศกพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเมื่อ 6 ปีก่อน (1911) ได้ถูกนำเคลื่อนเข้าจอดบริเวณฝั่งตรงข้ามพระราชวังฤดูหนาว
21.40 น. เสียงปืนใหญ่ใส่กระสุนหลอกดังขึ้น ให้สัญญาณโจมตีพระราชวังฤดูหนาวเป็นครั้งสุดท้าย จวบจนเที่ยงคืน กำลังของฝ่ายปฏิวัติ ที่ประกอบด้วยปัญญาชนฝ่ายซ้าย กรรมกร และชาวนา ก็สามารถบุกเข้าไปยังตัวอาคารได้ บรรดานักเรียนนายร้อยได้ทำการต่อสู้อย่างดุเดือดจากห้องกว่าหนึ่งพันห้องของพระราชวังฤดูหนาว
ราวตีสองของวันที่ 8 พฤศจิกายน 1917 พระราชวังจึงถูกยึดได้ และรัฐมนตรีของรัฐบาลเฉพาะกาลถูกจับทั้งหมด
การปฏิวัติครั้งยิ่งใหญ่นี้ ถูกเรียกว่า การปฏิวัติเดือนตุลาคม หรือเรียกอย่างเป็นทางการว่า “การปฏิวัติสังคมนิยมแห่งเดือนตุลาคมอันยิ่งใหญ” (Great October Socialist Revolution) รวมทั้งยังมีชื่อต่างๆ เช่น ตุลาคมแดง, การลุกฮือเดือนตุลาคม
เหตุการณ์นี้ นำไปสู่สงครามกลางเมืองรัสเซีย ที่กินเวลาถึง 5 ปี และเป็นก้าวสำคัญในการเริ่มต้นของการสถาปนารัฐสังคมนิยมแรกของโลก ภายใต้ชื่อสหพันธ์สาธารณรัฐโซเวียตรัสเซียต่อมาเป็นสหภาพแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมโซเวียต จ้าวแห่งวงการคอมมิวนิสต์และจุดประกายการปฏิวัติอื่นๆในกาลต่อมา อาทิ มองโกเลีย จีน คิวบา เวียดนาม ลาว ฯลฯ
ส่วนสาเหตุที่เรียกเหตุการณ์นี้ว่าการปฏิวัติเดือนตุลาคม เพราะสมัยนั้น นับเอาปฏิทินจูเลียน ซึ่งเป็นแบบเก่า ช้ากว่าปฏิทินเกรโกเรียนที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันนี้ 13 วัน ซึ่งวันแห่งการปฏิวัตินี้ จะตรงกับวันที่ 25 ตุลาคม
เมื่อครั้งรัสเซียยังเป็นสหภาพโซเวียต ถือว่าวันที่ 7 พฤศจิกายนของทุกๆ ปี เป็นวันชาติ และมีการเฉลิมฉลองอย่างยิ่งใหญ่ ก่อนที่ภายหลังจะเปลี่ยนเป็นวันที่ 4 พฤศจิกายน (วันรวมชาติ) ปัจจุบัน มีการเดินพาเหรดบริเวณจัตุรัสแดงในทุกวันที่ 7 พฤศจิกายน แต่ไม่ได้เพื่อเป็นการรำลึกถึงการปฏิวัติโดยตรง แต่เพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์เมื่อปี 1941 ที่ทหารของโซเวียตเดินสวนสนามสู่แนวหน้าสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2
ปูตินกล่าวถึงการปฏิวัติเมื่อ 100 ปีก่อนไว้ว่า
“เมื่อเรามองกลับไปยังบทเรียนจากศตวรรษที่ผ่านมา เรามองเห็นคำตอบที่กำกวม และมีทั้งผลพวงทั้งด้านบวกและด้านลบจากเหตุการณ์นั้น”
“เราต้องตั้งคำถามว่า มันเป็นไปได้หรือไม่ ที่จะไม่ใช้การปฏิวัติเพื่อการพัฒนา แต่คือการพัฒนาแบบทีละก้าว ค่อยเป็นค่อยไปโดยปราศจากการทำลายรัฐและศรัทธาของผู้คนนับล้าน”

เมนเชวิค vs บอลเชวิค


เมนเชวิค vs บอลเชวิค

        คนรัสเซียใน พ.ศ.2448-2460 จำนวนไม่น้อยอยากให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ประสงค์ให้มีปฏิวัติรัสเซียเพื่อต้องการให้รู้แพ้รู้ชนะ จะได้หมดความขัดแย้งที่ทำให้ประเทศถูลู่ถูกังกันซะที ชาติบ้านเมืองจะได้เดินหน้า
พรรคแรงงานสังคมประชาธิปไตยรัสเซีย มีกลุ่มสำคัญ 2 กลุ่ม กลุ่มแรกนำโดยยูลี มาร์ตอฟ อีกกลุ่มหนึ่งนำโดยวลาดิมีร์ เลนิน
ทั้งสองพวกต้องการปฏิวัติลัทธิมากซ์เหมือนกัน
ทั้งพวกมาร์ตอฟและเลนินต่างประกาศว่าตนเป็นพรรคตัวแทนของผู้คนชนชั้นกรรมาชีพ มีอยู่หลายครั้งครับ ที่ทั้งสองพวกอยากจะเลิกขัดแย้งกัน และรวมกันเป็นพรรคแรงงานสังคมนิยมประชาธิปไตยรัสเซียเพื่อเป็นเนื้อเดียวกันเหมือนเดิม แต่พยายามเท่าใดก็ไม่ประสบความสำเร็จ
คำว่าเมนเชวิคและบอลเชวิคมาได้ยังไง?
เรื่องความขัดแย้งนี่เกิดขึ้นที่ไหน  เมื่อใด ก็ยากที่จะประสานให้กลับมา แนบเป็นเนื้อเดียวกันเหมือนเดิมได้ นอกจากจะต้องโทรมศัสตราวุธตีให้แตกหักกันไปข้างหนึ่ง พวกแพ้ก็ตายหายไปจากวงการ พวกชนะก็จะต้องเข้าไปแก้ไขปัญหาและพาบ้านเมืองเดินหน้าไปให้ได้
พวกมาร์ตอฟกับพวกของเลนินเล่นเอาล่อเอาเถิดกันอยู่พักหนึ่ง สุดท้ายพวกเลนินก็เอาจริง จัดให้มีการประชุมผู้แทนพรรคครั้งที่ 6 ที่กรุง ปราก เมืองหลวงของเชโกสโลวะเกีย จากนั้นก็ออกมติให้ขับกลุ่มของมาร์ตอฟออกจากพรรคแรงงานสังคมประชาธิปไตยรัสเซียเพื่อความเป็น เอกภาพ และเรียกตัวเองว่า พรรคแรงงานสังคมประชาธิปไตย (บอลเชวิค)
แต่พวกที่ถูกขับออกไปก็ยังเรียกตัวเองว่า พรรคแรงงานสังคมประชาธิปไตย (เมนเชวิค) 
ตอนหลังเลนินต้องสร้างสถานการณ์ว่าที่ทำการกองทัพถูกยิง เอ๊ย เลนินถูกลอบสังหาร แต่ไม่สำเร็จ จากนั้นพวกของเลนินก็ใช้เรื่องการถูกลอบสังหาร สร้างความชอบธรรมเพื่อกวาดล้างพวกเมนเชวิค
ผู้ร่วมสนทนาผู้หนึ่งถามผมว่า บอลเชวิคและเมนเชวิคแตกต่างกันยังไง ถึงพวกที่ถือหางของสองฝ่ายจึงไม่ยอมหันหน้าเข้าหากัน ทั้งๆที่มีเป้าหมายใหญ่ เหมือนกันคือ สถาปนาขบวนการปฏิวัติรัสเซีย และล้มระบอบพระเจ้าซาร์
ผมรับใช้ตอบไปว่า ที่แตกต่างกันก็คือ คนที่เป็นสมาชิกของพรรคสายเลนินต้องรับนโยบายพรรค ให้การสนับสนุนพรรคด้านวัตถุและเงิน และที่สำคัญคือ เมื่อประกาศตนว่าเป็นสมาชิกพรรคแล้ว ต้องร่วมกิจกรรม "ด้วยตนเอง" ในฐานะสมาชิก 
ฝ่ายของมาร์ตอฟต้องการเพียงแต่ยอมรับนโยบายพรรค ให้การสนับสนุนเข้าร่วมกิจกรรมอย่างสม่ำเสมอ ไม่จำเป็นต้องเป็นสมาชิกในองค์กรพรรคก็ได้ 
กรณีบรรณาธิการหนังสือพิมพ์อิสกราก็เหมือนกัน ซึ่งเดิมมี 6 คน เลนินเสนอให้เหลือ 3 คน แต่มาร์ตอฟต้องการให้คงจำนวนบรรณาธิการเท่าเดิมเอาไว้ 
คนดังที่สุดที่หนุนความคิดของเลนินก็คือ เกออร์กี เปลฮานอฟ ส่วนคนที่หนุนความคิดของมาร์ตอฟก็คือ ตรอสกี
เมื่อมีการลงคะแนนเสียง ปรากฏว่าพวกที่หนุนเลนินมีมากกว่า พวกสมาชิกที่อยู่ฝ่ายนี้จึงถูกเรียกว่า "บอลเชวิค" ที่ให้โทนไปในทำนองพวกมากกว่า พวกใหญ่กว่า ส่วนพวกเสียงน้อยกว่า ก็ถูกเรียกว่า "เมนเชวิค"
ในทางการเมือง เมื่อทะเลาะกันแล้ว อะไรทุกอย่างก็จะขัดแย้งกันไม่มีที่สิ้นสุด ทั้งที่มีศัตรูคือระบอบซาร์ที่จะต้องล้มล้างให้ได้อยู่เบื้องหน้า แต่พวกนี้ก็ยังทะเลาะกัน เมื่อพวกบอลเชวิคไปสร้างพันธมิตรใกล้ชิดกับ
ชาวนา พวกเมนเชวิคก็กระโจมโหมข่าวว่านั่นเป็นวิธีการที่ผิด เพราะชาวนา ไม่ใช่พลังหลักของการปฏิวัติ 
เรื่องเมนเชวิคและบอลเชวิคยังมีอีกเยอะครับ โอกาสหน้าผมขอกลับมารับใช้กันใหม่ ท่านครับ สิ่งที่เคยเกิดขึ้นในประเทศอื่น ก็น่าเอามาบอกกล่าวเล่าขานกันใหม่ครับ เพราะสามารถใช้ป้องกันความผิดพลาดที่อาจจะเกิดขึ้นในประเทศไทยของเราได้.