การปฏิวัติรัสเซียในปี ค.ศ. 1917 เกิดขึ้นสองครั้งด้วยกัน
ครั้งแรกเกิดขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ตามปฏิทินเก่า
(ช้ากว่าปฏิทินเกเกอเรียนหรือปฏิทินสากล) ซึ่งเป็นการล้มล้างระบอบการปกครองของซาร์นิโคลัสที่ 2 แห่งจักรวรรดิรัสเซีย
(Tsar Nicholas II of
Russia) และการปฏิวัติครั้งที่สองเกิดขึ้นในเดือนตุลาคม
(ประมาณเดือนพฤศจิกายนตามปฏิทินสากล) ซึ่งเป็นปฏิวัติของพรรคบอลเชวิคในการสืบทอดเจตนารมแห่งการปฏิวัติตามทฤษฎีมาร์กซ์
สงครามก่อเกิดการปฏิวัติ
การปฏิวัติรัสเซีย
ค.ศ. 1917 เป็นผลสืบเนื่องจากความยืดเยื้อของสงครามโลกครั้งที่
1 ในช่วง
ค.ศ. 1914-1918 ซึ่งรัสเซียต้องต่อสู้กับฝ่ายเยอรมนี
ออสเตรีย-ฮังการี อิตาลี และตุรกี แม้รัสเซียจะมีกองทหารจำนวนมากแต่มีอุปสรรคหลายประการที่ทำให้การรบแนวหน้าไม่ประสบผลสำเร็จ
โดยเฉพาะการขนส่งกำลังสนับสนุนทั้งเสบียงอาหารและอาวุธ
ทำให้รัสเซียต้องเพลี่ยงพล้ำจนเกิดความสิ้นหวังในกองทัพ
ซึ่งแสดงให้เห็นว่ารัสเซียไม่ได้เป็นคู่แข่งขันทางทหารที่สำคัญของฝ่ายเยอรมนีอีกต่อไป
สงครามส่งผลกระทบต่อสภาพเศรษฐกิจและสังคมภายรัสเซียถดถอย
เกิดภาวะเงินเฟ้อ ราคาอาหารและสินค้าถีบตัวสูงขึ้น
และจํานวนคนว่างงานก็เพิ่มสูงขึ้นตาม
จึงก่อให้เกิดกระแสต่อต้านรัฐบาลและต่อต้านการดื้อดึงจะทำสงครามต่อไป อย่างไรก็ตาม
ซาร์นิโคลัสที่ 2 ทรงยืนยันที่จะทำสงครามต่อไปและเสด็จไปบัญชาการรบด้วยพระองค์เองในกลางเดือนสิงหาคม
ค.ศ. 1915
ซารีนา อะเล็กซานดรา (Tsarina Alexandra) ทำหน้าที่บริหารราชการแผ่นดินแทนพระองค์
ซารีนาทรงเชื่อคําแนะนําของรัสปูติน (Rasputin) ในการแต่งตั้งผู้ใกล้ชิดของเขาที่ไร้ความสามารถให้ดํารงตำแหน่งสำคัญ
ๆ ทำให้การปกครองยิ่งไร้เสถียรภาพ
จึงเริ่มเกิดเสียงเรียกร้องจากสภาดูมาให้มีการปฏิรูปการเมืองการปกครอง
ขณะเดียวกันกลุ่มการเมืองฝ่ายซ้ายก็เคลื่อนไหวโจมตีรัฐบาลอย่างหนัก
นอกจากนั้นยังปลุกระดมประชาชนให้ลุกขึ้นต่อต้านรัฐบาล โดยชี้ให้เห็นว่าการปฏิวัติเป็นวิธีเดียวที่จะทำให้รัสเซียรอดพ้นจากปัญหาต่าง
ๆ ที่กำลังปะทุขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง
ประชาชนออกมาต่อต้านรัฐบาลโดยเดินขบวนชุมนุมประท้วงและก่อจลาจลตามเมืองต่าง
ๆ เพราะไม่สามารถอดทนกับสภาวะตกงานและอดอยากได้อีกต่อไป กรรมกรกว่า 142,000 ในกรุงเปโตรกราด
(Petrograd) จัดชุมนุมในวาระครบรอบเหตุการณ์วันอาทิตย์นองเลือด (Bloody Sundayค.ศ. 1905
อ่านเพิ่มเติม ที่นี่) ไม่นานการชุมนุมเดินขบวนก็ขยายตัวไปตามเมืองต่าง ๆ
ฝ่ายปฏิวัติจึงปลุกระดมทางการเมืองและนําไปสู่การเกิดการปฏิวัติเดือนกุมภาพันธ์ (February Revolution) ค.ศ. 1917
การปฏิวัติเดือนกุมภาพันธ์
ประชาชนชาวรัสเซียไม่ว่าจะเป็นชาวนา
ชาวไร่ ทหาร ตำรวจ กรรมกร นักศึกษา ปัญาชน รวมกันชุมนุมต่อต้านรัฐบาลได้ในที่สุด
ในวันที่ 14 กุมภาพันธ์
(27 กุมภาพันธ์ตามปฏิทินสากล)
เจ้าหน้าที่ตำรวจรายงานว่าพบนายทหารแทรกซึมปะปนกับฝูงชนที่ประท้วงต่อต้านสงคราม
ในการนี้อะเล็กซานเดอร์ เคเรนสกี (Alexander
Kerensky) นักกฎหมายและหนึ่งในนักวิชาการที่อยู่ข้างประชาชนได้ฉวยโอกาสในการโจมตีและชี้ให้เห็นโทษของระบอบซาร์
การปฏิวัติเดือนกุมภาพันธ์เริ่มต้นในวันที่
18 กุมภาพันธ์
(3 มีนาคมตามปฏิทินสากล)
จากการนัดหยุดงานและชุมนุมใหญ่ของกรรมกรโรงงานพติลอฟ (Puitoy) ซึ่งไม่เพียงเป็นโรงงานที่ใหญ่ที่สุดในกรุงเปโตรกราด
ตามมาด้วยการเดินขบวนของกรรมกรหญิง ซึ่งตรงกับวันสตรีสากล ในวันที่
23 กุมภาพันธ์
(8 มีนาคม
ตามปฏิทินสากล) จากนั้นก็ตามมาด้วยการนัดหยุดงานจากทุกอาชีพทั่วทั้งประเทศ
คนงานหลายพันคนหลั่งไหลไปตามถนนในกรุงเปโตรกราดเพื่อแสดงความไม่พอใจรัฐบาล
ในขณะที่รัฐบาลรัสเซียเริ่มใช้มาตรการปันส่วนอาหาร
โดยเฉพาะแป้งและขนมปัง
ทำให้เกิดข่าวลือเรื่องการขาดแคลนอาหารจึงยิ่งทำให้เกิดการจลาจลที่เกิดขึ้นทั่วกรุงเปโตรกราด
แรงงานจากหลายแห่งเริ่ม “สไตร์ค” เพื่อมาร่วมประท้วงกับผู้ชุมนุม
ประชาชนชาวรัสเซียทั้งชายหญิงเดินขบวนชุมนุมเรียกร้องให้ยุติภาวะขาดแคลนอาหาร
เรียกร้องให้ยุติสงคราม ในวันที่ 24
กุมภาพันธ์ (9
มีนาคมตามปฏิทินสากล) ก็มีประชาชนมาร่วมชุมนุมกว่า 200,000 คน
รัฐบาลพยายามใช้กองกําลังเพื่อแยกสลายการชุมนุมแต่ยิ่งกลับทำให้เหตุการณ์ปานปลาย
มีการชูคําขวัญ “ชาร์จงพินาศ” “สงครามจงพินาศ” และ “ขนมปัง” ในวันที่ 26 กุมภาพันธ์
(11 มีนาคมตามปฏิทินสากล)
ทหารบางส่วนเริ่มขัดคำสั่งผู้บัญชาการและเข้าร่วมชุมนุมกับประชาชน
ในคืนนั้นซาร์นิโคลัสที่
2 ทรงมีพระราชบัญชาให้รีบสลายการชุมนุมประท้วง
ฝ่ายรัฐบาลได้จับกุมสมาชิกพรรคบอลเชวิค
ทางพรรคบอลเชวิคจึงออกแถลงการณ์เรียกร้องให้ประชาชนลุกขึ้นสู้เพื่อต่อต้านระบอบซาร์และเรียกร้องให้สถาปนารัฐบาลปฏิวัติ
อำนาจในระบอบซาร์ล่มสลาย
ในวันที่
27 กุมภาพันธ์
(12 มีนาคม
ตามปฏิทินสากล)
สมาชิกในสภาดูม่าบางส่วนไม่สามารถทนดูเฉยกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้จึงได้ร่วมกันจัดตั้งคณะกรรมาธิการชั่วคราวแห่งสภาดูมาขึ้นมา นำโดย มิคาอิล
โรดเซียนโก (Mikhail Rodzianko) ประธานสภาดูมาซึ่งได้รับการสนับสนุนจากนักธุรกิจรายใหญ่ในมอสโคว์และนายธนาคารในกรุงเปโตรกราด
เวลาต่อมาประชาชนบุกยึดสถานีรถไฟ
คลังอาวุธ จุดยุทธศาสตร์ และเผาสถานที่ราชการสําคัญ ๆ ในกรุงเปโตรกราด เช่น
ศาลแขวง สำนักงานใหญ่ของหน่วยตำรวจลับ รวมทั้งปลดปล่อยนักโทษการเมืองให้เป็นอิสระ
ในคืนวันที่ 27 กุมภาพันธ์
กรุงเปโตรกราดก็ตกอยู่ใต้การควบคุมของฝ่ายปฏิวัติและมีการจัดตั้งสภาโซเวียตเปโตรกราดแห่งผู้แทนกรรมกรและทหาร (Petrograd Soviet of Worker’s and Soldiers Deputies)

มิคาอิล โรดเซียนโกได้โทรเลขถึงซาร์นิโคลัสที่ 2 ทูลแจ้งเรื่องความวุ่นวายโกลาหลที่เกิดขึ้นในกรุงเปโตรกราดเพื่อขอให้พระองค์ทรงจัดตั้งรัฐบาลขึ้นใหม่และเปลี่ยนแปลงนโยบายบริหารประเทศ
แต่พระองค์ไม่สนพระทัยโทรเลขของมิคาอิล โรดเซียนโก
และโปรดให้ถอนกําลังบางส่วนจากแนวหน้าไปสมทบ รัฐบาลส่งทหารหน่วยคอซแซค
(Cossack) ที่ว่ากันว่าเป็นทหารที่จงรักภักดีต่อซาร์มาควบคุมและปราบปรามประชาชน
แต่ทหารกลุ่มนี้เห็นใจชาวรัสเซียและเปลี่ยนท่าทีมาสนับสนุนประชาชน
สัญลักษณ์ของระบอบการปกครองของซาร์ถูกทำลายลงอย่างรวดเร็ว
ในวันที่
28 กุมภาพันธ์
(13 มีนาคมตามปฏิทินสากล)
ซาร์นิโคลัสที่ 2 เดินทางออกจากแนวหน้าในสมรภูมิเพื่อมุ่งกลับกรุงเปโตรกราด
ในตอนเย็นของวันที่ 1 มีนาคม (14
มีนาคมตามปฏิทินสากล) ซาร์นิโคลัสที่ 2 เสด็จฯ
โดยรถไฟมาถึงเมือง ปัสคอฟ (Pskov)
ในขณะเดียวกันนั้นหน่วยพิทักษ์พระราชวังอะเล็กซานเดอร์
ที่ซาร์สโกเอเซโล (Tsarskoe Selo) ได้ “ประกาศความเป็นกลาง”
หรือบางส่วนก็หนีออกจากกรุงเปโตรกราดซึ่งเป็นการละทิ้งราชวงศ์ของซาร์
ฝ่ายปฏิวัติที่ประกอบไปด้วย
คณะกรรมาธิการชั่วคราวแห่งสภาดูมาและสภาโซเวียตเปโตรกราดจึงประกาศการสิ้นสุดอํานาจของรัฐบาลซาร์เมื่อวันที่
1 มีนาคม
ค.ศ. 1917 และปกครองในระบอบสาธารณรัฐ
นิโคไล
รุซสกี ผู้นำกองทัพ (Nikolai Ruzsky) วาซิลี โชล์กิน (Vasily Shulgin) และอะเล็กซานเดอร์
กุชคอฟ (Alexander Guchkov) สมาชิกสภาดูมา ถวายคำแนะนำซาร์นิโคลัสที่ 2 ว่าการสละราชย์เป็นวิธีเดียวที่จะช่วยกอบกู้ประเทศได้
พระองค์จึงทรงตัดสินพระทัยสละราชบัลลังก์ให้แก่ชาเรวิช
อะเล็กเซย์ (Tsarevich
Alexei) พระราชโอรสเมื่อวันที่ 2 มีนาคม (15
มีนาคมตามปฏิทินสากล)
แต่ในเย็นวันเดียวกันนั้นก็ทรงเปลี่ยนพระทัยและแก้ไขคําสั่งโดยประกาศมอบราชบัลลังก์ให้พระอนุชาแกรนด์ ดุกไมเคิล อะเล็กซานโดรวิช (Grand Duke Michael Alexandrovich)
อย่างไรก็ตาม
ในวันถัดมาแกรนด์ดุกไมเคิลทรงปฏิเสธราชบัลลังก์
การปฏิเสธที่จะสืบราชสมบัติของแกรนด์ถูกไมเคิลจึงทําให้ราชวงศ์
โรมานอฟซึ่งปกครองรัสเซียกว่า 300
ปีสิ้นสุดลง ซาร์นิโคลัสที่ 2 และพระราชวงศ์ในเวลาต่อมาทรงถูกจับและกักบริเวณที่พระราชวังอะเล็กซานเดอร์
ที่ซาร์สโกเอเซโล (Tsarskoe Selo) ซึ่งอยู่ห่างจากกรุงเปโตกราดประมาณ 27 กิโลเมตร
พระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ ๒ ทรงปราถนาที่จะให้มกุฎราชกุมารอเล็กซิสขึ้นนครองราชย์เป็นพระเจ้าซาร์ต่อจากพระองค์
หลังการปฏิวัติเดือนกุมภาพันธ์
การปฏิวัติเดือนกุมภาพันธ์
ค.ศ. 1917 ซึ่งเกิดขึ้นอย่างฉับพลันโดยได้มีการวางแผน
และเตรียมการกันมาก่อนสิ้นสุดลงด้วยชัยชนะของประชาชนและนับเป็นการปฏิวัติที่นองเลือดน้อยมาก
ข่าวชัยชนะของการปฏิวัติในกรุงเปโตรกราดที่แพร่สะพัดไปทั่วประเทศทําให้เกิดการเคลื่อนไหวปฏิวัติที่นครมอสโก
ครอนด์สตัดท์ (Kronstadt) และเมืองอื่น
ๆ
และต่างมีชัยชนะทั้งทําให้นักปฏิวัติรัสเซียที่ลี้ภัยนอกประเทศเร่งรีบกลับสู่รัสเซีย
หลังจากนั้นรัสเซียก็ตกอยู่ในสภาวะความผันผวนทางอำนาจ
ระหว่างรัฐบาลเฉพาะกาลที่ได้รับการตั้งขึ้นโดยคณะกรรมาธิการชั่วคราวแห่งสภาดูมากับพรรคบอลเชวิค
ซึ่งนำไปสู่การปฏิวัติครั้งที่สองของปี ค.ศ. 1917 ในเดือนตุลาคม
(ประมาณเดือนพฤศจิกายนตามปฏิทินสากล) ซึ่งเป็นปฏิวัติของพรรคบอลเชวิคในการสืบทอดเจตนารมแห่งการปฏิวัติตามทฤษฎีมาร์กซ์
และในที่สุดก็นำรัสเซียเข้าสู่ระบอบสังคมนิยมได้สำเร็จ



