การล่มสลายของราชวงศ์โรมานอฟ
ตอนนี้
เราจะมาพูดถึงการล่มสลายของราชวงศ์โรมานอฟซึ่งเป็นราชวงศ์สุดท้ายที่ปกครองจักรวรรดิรัสเซียก่อนการเปลี่ยนแปลงเป็นสาธารณรัฐสังคมนิยมสหภาพโซเวียตกันนะครับ
ราชวงศ์โรมานอฟนั้น เริ่มต้นที่มิฮาอิล โรมานอฟ ได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นกษัตริย์เมื่ออายุได้
16 ปี
ภายหลังจากที่กลุ่มของพระองค์ได้ปราบปราม "ซาร์" กลุ่มต่าง ๆ
ลงได้ในช่วงวิกฤตจลาจลที่ยาวนานกว่า 15 ปี เมื่อครั้งสิ้นสุดยุคพระเจ้าอีวานที่ 3 และที่ 4
พระเจ้าซาร์นิโคลาสที่ 2 นับเป็นกษัตริย์องค์ที่ 15 ของราชวงศ์ที่สืบทอดยาวนานมากว่า 300 ปี (นับถึงปี 1913 ที่มีรัฐพิธีเฉลิมฉลองอย่างยิ่งใหญ่) ซาร์นิโคลาสที่ 2 ครองราชย์ในยุคหัวเลี้ยวหัวต่อของประวัติศาสตร์ พระองค์ต้องเผชิญหน้ากับการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ของโลกยุคใหม่ที่ทยอยพุ่งเข้าใส่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการปฏิวัติอุตสาหกรรม ระบอบการเมือง ลัทธิแบบใหม่ สิทธิเสรีภาพ ขณะที่ระบบเก่าของซาร์นั้นไม่อาจต้านทานไว้ได้ โดยเฉพาะการขูดรีดกับชาวนาในรัสเซียที่โดนซ้ำซ้อนทั้งซาร์และขุนนาง
วิกฤติของซาร์นิโคลาสทางการเมืองครั้งใหญ่เริ่มต้นที่นำกองทัพไปพ่ายแพ้แก่ญี่ปุ่นในศึกชิงปอร์ต อาเธอร์ ทำให้เกียรติภูมิของชาติตกต่ำ ในฐานะที่เป็นมหาอำนาจตะวันตก แต่ดันไปแพ้ชาติเอเชียซะได้
การพ่ายแพ้ครั้งนั้นจุดประกายก่อให้เกิดการจลาจลขึ้นขึ้น (ปี 1905 ) แต่ก็ถูกทหารม้าคอสแซก ซึ่งภักดีต่อซาร์ ปราบปรามลงได้ แต่ก็เป็นชนวนที่ทำให้ซาร์เพลี่ยงพล้ำทางการเมืองลงเรื่อย ๆ เช่น ต้องยอมรับการเกิดขึ้นของสภาดูมาร์ เพื่อคานอำนาจ
จุดแตกหักของซาร์นิโคลาสที่ 2 คือ จุดหักเหของซาร์นิโคลาส ถ้าไม่นับเรื่องของนักบุญคนบาปคนนั้นแล้ว สภาพการเมืองและเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ รวมทั้งการพ่ายแพ้สงครามและการเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่ 1 ยิ่งซ้ำเติมหนักเข้าไปอีก และถ้าย้อนกลับไปเมื่อครั้งปฏิวัติครั้งแรกเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ภายหลังคำสั่งปราบปรามประชาชนเริ่มไม่ได้รับการตอบสนองจากทหารบางหน่วย แม้ว่าจะมีคำสั่งปลดสารพัดนายพล เปลี่ยนแล้วเปลี่ยนอีก ก็ไม่ยอมลงนามเอาเข้าตลาดหุ้นสักที
พระเจ้าซาร์นิโคลาสที่ 2 นับเป็นกษัตริย์องค์ที่ 15 ของราชวงศ์ที่สืบทอดยาวนานมากว่า 300 ปี (นับถึงปี 1913 ที่มีรัฐพิธีเฉลิมฉลองอย่างยิ่งใหญ่) ซาร์นิโคลาสที่ 2 ครองราชย์ในยุคหัวเลี้ยวหัวต่อของประวัติศาสตร์ พระองค์ต้องเผชิญหน้ากับการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ของโลกยุคใหม่ที่ทยอยพุ่งเข้าใส่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการปฏิวัติอุตสาหกรรม ระบอบการเมือง ลัทธิแบบใหม่ สิทธิเสรีภาพ ขณะที่ระบบเก่าของซาร์นั้นไม่อาจต้านทานไว้ได้ โดยเฉพาะการขูดรีดกับชาวนาในรัสเซียที่โดนซ้ำซ้อนทั้งซาร์และขุนนาง
วิกฤติของซาร์นิโคลาสทางการเมืองครั้งใหญ่เริ่มต้นที่นำกองทัพไปพ่ายแพ้แก่ญี่ปุ่นในศึกชิงปอร์ต อาเธอร์ ทำให้เกียรติภูมิของชาติตกต่ำ ในฐานะที่เป็นมหาอำนาจตะวันตก แต่ดันไปแพ้ชาติเอเชียซะได้
การพ่ายแพ้ครั้งนั้นจุดประกายก่อให้เกิดการจลาจลขึ้นขึ้น (ปี 1905 ) แต่ก็ถูกทหารม้าคอสแซก ซึ่งภักดีต่อซาร์ ปราบปรามลงได้ แต่ก็เป็นชนวนที่ทำให้ซาร์เพลี่ยงพล้ำทางการเมืองลงเรื่อย ๆ เช่น ต้องยอมรับการเกิดขึ้นของสภาดูมาร์ เพื่อคานอำนาจ
จุดแตกหักของซาร์นิโคลาสที่ 2 คือ จุดหักเหของซาร์นิโคลาส ถ้าไม่นับเรื่องของนักบุญคนบาปคนนั้นแล้ว สภาพการเมืองและเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ รวมทั้งการพ่ายแพ้สงครามและการเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่ 1 ยิ่งซ้ำเติมหนักเข้าไปอีก และถ้าย้อนกลับไปเมื่อครั้งปฏิวัติครั้งแรกเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ภายหลังคำสั่งปราบปรามประชาชนเริ่มไม่ได้รับการตอบสนองจากทหารบางหน่วย แม้ว่าจะมีคำสั่งปลดสารพัดนายพล เปลี่ยนแล้วเปลี่ยนอีก ก็ไม่ยอมลงนามเอาเข้าตลาดหุ้นสักที
เออ ผิดครับ ลืมไปว่ากำลังพูดถึงกองทัพรัสเซียอยู่ เริ่มใหม่
..แม้ว่าจะปลดนายพลไปแล้วหลายคน แต่ก็ทานอำนาจของประชาชนไม่ไหว
โดยเฉพาะอำนาจทางการเมืองจากสภาดูม่า
ที่เริ่มก่อตัวขึ้นเป็นพลังทางการเมืองอย่างเป็นระบบ ขณะนั้นผู้นำในสภาดูมาร์ที่สำคัญ
คือ เมนเชวิก (บอลเชวิกแยกออกมาตอนหลัง) กับสังคมนิยมปฏิวัติที่นำโดย
อเล็กซานเดอร์ คาเรนสกี้ ซึ่งเป็นผู้ยื่นข้อเสนอให้ซาร์นิโคลาส สละราชบัลลังก์
ภายหลังที่มีคำสั่งปราบปรามประชาชนอย่างรุนแรง เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 1917
เรื่องของพระเจ้าซาร์ มีแวบไปรัชปูตินหน่อยนึงนะครับ จริง ๆ เราว่ากันไปทีแล้ว แต่คราวนั้นบอกว่าสาเหตุที่เจ้าชายเฟลิกซ์เป็นผู้นำในการสังหารรัชปูติน เป็นเพราะต้องการแก้ปัญหาในราชสำนัก แต่มีเกร็ดแทรก ๆ มาด้วยว่า จริง ๆ แล้วอาจจะเป็นเรื่องชู้สาว เพราะเจ้าชายที่ว่านี้แกเป็นโฮโมครับ (เคยเห็นรูปตอนหนุ่ม ๆ หล่อสะอาด หน้าใสเชียว สงสัยจะมีมูล) แต่รัชปูตินไม่เล่นด้วย
เรื่องของพระเจ้าซาร์ มีแวบไปรัชปูตินหน่อยนึงนะครับ จริง ๆ เราว่ากันไปทีแล้ว แต่คราวนั้นบอกว่าสาเหตุที่เจ้าชายเฟลิกซ์เป็นผู้นำในการสังหารรัชปูติน เป็นเพราะต้องการแก้ปัญหาในราชสำนัก แต่มีเกร็ดแทรก ๆ มาด้วยว่า จริง ๆ แล้วอาจจะเป็นเรื่องชู้สาว เพราะเจ้าชายที่ว่านี้แกเป็นโฮโมครับ (เคยเห็นรูปตอนหนุ่ม ๆ หล่อสะอาด หน้าใสเชียว สงสัยจะมีมูล) แต่รัชปูตินไม่เล่นด้วย
ก็เป็นเกร็ดแทรกนะครับ อาจจะจริงหรือไม่จริงก็ได้
ไม่ได้มีอะไรมายืนยันหรอก ทางด้านสภาโซเวียตที่มีเมนเชวิก (ก่อนบอลเชวิกจะแยกตัว)
ก็ออกหนังสือพิมพ์ฉบับนึงเพื่อเผยแพร่แนวคิดในการล้มล้างระบบกษัตริย์ในรัสเซียเช่นกัน
ใช้ชื่อว่า Tzvestiya โดยมีเนื้อหาพุ่งเป้าไปที่การล้มซาร์อย่างชัดเจน
ข้างฝ่ายพระเจ้าซาร์นั้น เห็นว่าสถานการณ์เริ่มรุนแรง จึงมีแนวคิดว่า หากพระองค์ไปปรากฏตัวที่เปโตรกราด น่าจะทำให้ประชาชนชื่นชมและลดความรุนแรงลงได้ จึงตัดสินพระทัยเดินทางโดยรถไฟไปที่เปโตรกราด เสียแต่ว่าขบวนนั้นไม่เคยไปถึงเปโตรกราดเลย
ขบวนรถไฟของพระเจ้าซาร์ถูกกองทหารที่ภักดีต่อการปฏิวัติ สั่งหยุดขบวนและเปลี่ยนเส้นทางไปที่เมือง Pskov ที่อยู่ห่างจากเปโตรกราดไปไม่ถึง 200 ไมล์ ซึ่งที่นั่นมีสมาชิกดูม่า และนายทหารคนสำคัญถวายรายงานสถานการณ์และทูลขอให้ทรงสละราชสมบัติเพื่อยุติการจลาจล
ผู้ที่ทูลขอให้สละราชสมบัติ คือ นายพล มิคาอิล อเลกเซเยฟ ซึ่งพระเจ้าชาร์ก็ทรงเชื่อและยอมสละราชสมบัติ ทำให้ทางสภาดูมาร์และสภาโวเวียตที่เปโตรกราด ประกาศการสิ้นสุดรัชสมัยของซาร์นิโคลาสที่ 2 และประกาศจัดตั้งรัฐบาลเฉพาะกาลขึ้นบริหารประเทศแทน
การประกาศสละราชบัลลังก็ของซาร์นิโคลัสที่ 2 ไม่ใช่การยอมเพื่อยกเลิกระบบซาร์ แต่เป็นการก้าวลงจากบัลลังก์เพียงพระองค์เดียว เพื่อลดความขัดแย้งในประเทศและในวันที่ 2 มีนาคม เพียงวันเดียวหลังจากที่มีการประกาศตั้งรัฐบาลเฉพาะกาล พระเจ้าซาร์ก็ประกาศมอบบัลลังก็ให้กับชาร์เรวิส อเล็กเซ ผู้เป็นโอรสทันที
แต่แผนการยืดอายุบนบัลลังก์ทองของพระเจ้าซาร์นั้นไม่ประสบความสำเร็จ เพราะรัฐบาลเฉพาะกาลรู้แกวดีว่านี่คือเทคนิกว่าราชการหลังม่านเท่านั้นเอง จึงออกกฏบังคับว่า ห้ามไม่ให้พระเจ้าซาร์ดูแลพระราชโอรสอีกต่อไป ซึ่งหมายถึงตัดโอกาสไม่ให้เกิดการบริหารหลังม่าน นั่นเอง
ยิ่งไปกว่านั้นคือ หากพระองค์หรือราชวงศ์เสด็จออกต่างประเทศ ก็ไม่สามารถไปพร้อมกับซาร์องค์ใหม่ได้ ทั้งนี้เพื่อป้องกันการเดินทางไปหาพันธมิตรต่างแดน แล้วย้อนกลับมาทวงบัลลังก์ เหมือนกับที่กษัตริย์ในยุโรปนิยมทำกันมาก่อนนั่นเอง
พอเจอไม้นี้เข้า พระเจ้าซาร์ก็กลับลำทันทีด้วยการเปลี่ยนแปลงการมอบราชบัลลังก์ให้พระราชโอรส มาเป็นยกให้พระอนุชา คือ แกรนด์ดุ๊กไมเคิล อะเล็กซานโดรวิช แทนในเย็นวันนั้นเอง
การมอบบัลลังก์เปลี่ยนมือกันแบบเช้าคนเย็นคนนี้ ไม่ต้องเป็นถึงพระอนุชาก็รู้ว่า งานนี้ของร้อนแน่นอน ไมเคิลเองก็เล่นเกมเป็น แทนที่จะยอมนั่งเป็นหุ่นเชิด ซึ่งมีแนวโน้มว่าจะกลายเป็นหุ่นเชือดเอาได้ง่าย ๆ ก็เลยปฏิเสธในพระราชบัลลังก์นั่น (ถ้ายกให้ฟรี ๆ ก่อนหน้านี้สักปีสองปีค่อยน่าลุ้นหน่อย) และโอนอำนาจการบริหารบ้านเมืองนี้ให้แก่เจ้าชายลวอฟ ซึ่งตอนนั้นก็เป็นนายกรัฐมนตรีอยู่แล้วและนั่นหมายถึงว่าราชวงศ์โรมานอฟที่สืบทอดกันมายาวนานถึง 300 ปี เป็นอันสิ้นสุดลงชั่วกาลนาน
วันที่ 3 มีนาคม จึงเป็นวันแรกที่รัฐบาลเฉพาะกาล ประกาศถึงชัยชนะในการปฏิวัติได้อย่างเต็มปากเต็มคำ และได้ควบคุมตัวพระเจ้าซาร์นิโคลัส พร้อมราชวงศ์เอาไว้ที่วังลิเดีย วังที่ว่านี้อยู่ห่างจากเปโตรกราด เมืองจุดหมายปลายทางของพระองค์เมื่อเดือนก่อน เพียง 24 กิโลเมตรเท่านั้นเอง
กลางดึกของคืนวันที่ 17 กรกฏาคม 1918 หลังการปฏิวัติของบอลเชวิก ด้วยคำสั่งของเลนิน ผู้นำในการปฏิวัติ ยาคอฟ ยูรอฟสกี้ หัวหน้าหน่วยเชกา (ต้นกำเนิดของเคจีบี) พร้อมทหารอีก 12 คน นำยมทูตมาเยี่ยมพระเจ้าซาร์และครอบครัวที่ห้องใต้ดิน อาคารอิมปาตีฟ ด้วยการระดมยิงอย่งเมามัน
และในวันรุ่งขึ้น พระราชวงศ์ทุกพระองค์ก็ถูกส่งตามไปร่วมกับพระเจ้าซาร์บนสวรรค์ โดยถูกสังหารคาที่คุมขังในเมืองอะลาปาเอฟส์
เลนิน ได้ประกาศเหตุผลของการสังหารพระเจ้าซาร์และราชวงศ์ครั้งนี้ว่า เป็นเพราะกองทัพของเชกโกฯ บุกเข้ามาใกล้เมืองเอคาเตรินบุร์ก ซึ่งเป็นเมืองที่ใช้คุมขังพระเจ้าซาร์และครอบครัว เกรงว่าจถูกชิงตัวไปเสียก่อน แน่นอนว่านี่เป็นข้ออ้างเพื่อสร้างความชอบธรรม (ที่ฟังยังไงก็ด้าน ๆ )
ไม่เหมือนลูกผู้ชายตัวจริงกระทิงดองอย่างทรอตสกี้ที่ประกาศไปเลยว่า สาเหตุที่ต้องสังหารพระเจ้าซาร์และราชวงศ์ทั้งหมดนั้นเป็นเพราะไม่ต้องการให้เหล่านักปฏิวัติทั้งหลายลังเล เพราะเมื่อพระเจ้าซาร์และราชวงศ์ถูกล้างหมดแบบนี้แล้ว งานปฏิวัติก็ต้องเดินหน้าลุกเดียว ถอยกลับไม่ได้แล้ว ไม่ตายก็โตไปเลย
ส่วนที่มีข่าวลือจนกลายเป็นเรื่องจริงปนนิยาย ของเจ้าหญิงอนาสตาเซีย ราชธิดา 1 เดียวที่รอดจากการสังหารครั้งนั้นมาได้นั้น ล่าสุดเขามีการพิสูจน์ผู้ที่อ้างตัวว่าเป็นเจ้าหญิงอนาสตาเซียนี่ โดยเทียบดีเอนเอกับเจ้าชายฟิลลิป พระสวามีของพระราชินีอลิซาเบธของอังกฤษที่สืบเชื้อสายมาทางเดียวกัน ปรากฏว่าไม่ได้ตรงกันเลยครับ ก็เป็นอันสรุปได้ว่า ราชวงศ์โรมานอฟทั้งหมดถูกสังหารเรียบไปในคืนวันนั้นแหละครับ
ข้างฝ่ายพระเจ้าซาร์นั้น เห็นว่าสถานการณ์เริ่มรุนแรง จึงมีแนวคิดว่า หากพระองค์ไปปรากฏตัวที่เปโตรกราด น่าจะทำให้ประชาชนชื่นชมและลดความรุนแรงลงได้ จึงตัดสินพระทัยเดินทางโดยรถไฟไปที่เปโตรกราด เสียแต่ว่าขบวนนั้นไม่เคยไปถึงเปโตรกราดเลย
ขบวนรถไฟของพระเจ้าซาร์ถูกกองทหารที่ภักดีต่อการปฏิวัติ สั่งหยุดขบวนและเปลี่ยนเส้นทางไปที่เมือง Pskov ที่อยู่ห่างจากเปโตรกราดไปไม่ถึง 200 ไมล์ ซึ่งที่นั่นมีสมาชิกดูม่า และนายทหารคนสำคัญถวายรายงานสถานการณ์และทูลขอให้ทรงสละราชสมบัติเพื่อยุติการจลาจล
ผู้ที่ทูลขอให้สละราชสมบัติ คือ นายพล มิคาอิล อเลกเซเยฟ ซึ่งพระเจ้าชาร์ก็ทรงเชื่อและยอมสละราชสมบัติ ทำให้ทางสภาดูมาร์และสภาโวเวียตที่เปโตรกราด ประกาศการสิ้นสุดรัชสมัยของซาร์นิโคลาสที่ 2 และประกาศจัดตั้งรัฐบาลเฉพาะกาลขึ้นบริหารประเทศแทน
การประกาศสละราชบัลลังก็ของซาร์นิโคลัสที่ 2 ไม่ใช่การยอมเพื่อยกเลิกระบบซาร์ แต่เป็นการก้าวลงจากบัลลังก์เพียงพระองค์เดียว เพื่อลดความขัดแย้งในประเทศและในวันที่ 2 มีนาคม เพียงวันเดียวหลังจากที่มีการประกาศตั้งรัฐบาลเฉพาะกาล พระเจ้าซาร์ก็ประกาศมอบบัลลังก็ให้กับชาร์เรวิส อเล็กเซ ผู้เป็นโอรสทันที
แต่แผนการยืดอายุบนบัลลังก์ทองของพระเจ้าซาร์นั้นไม่ประสบความสำเร็จ เพราะรัฐบาลเฉพาะกาลรู้แกวดีว่านี่คือเทคนิกว่าราชการหลังม่านเท่านั้นเอง จึงออกกฏบังคับว่า ห้ามไม่ให้พระเจ้าซาร์ดูแลพระราชโอรสอีกต่อไป ซึ่งหมายถึงตัดโอกาสไม่ให้เกิดการบริหารหลังม่าน นั่นเอง
ยิ่งไปกว่านั้นคือ หากพระองค์หรือราชวงศ์เสด็จออกต่างประเทศ ก็ไม่สามารถไปพร้อมกับซาร์องค์ใหม่ได้ ทั้งนี้เพื่อป้องกันการเดินทางไปหาพันธมิตรต่างแดน แล้วย้อนกลับมาทวงบัลลังก์ เหมือนกับที่กษัตริย์ในยุโรปนิยมทำกันมาก่อนนั่นเอง
พอเจอไม้นี้เข้า พระเจ้าซาร์ก็กลับลำทันทีด้วยการเปลี่ยนแปลงการมอบราชบัลลังก์ให้พระราชโอรส มาเป็นยกให้พระอนุชา คือ แกรนด์ดุ๊กไมเคิล อะเล็กซานโดรวิช แทนในเย็นวันนั้นเอง
การมอบบัลลังก์เปลี่ยนมือกันแบบเช้าคนเย็นคนนี้ ไม่ต้องเป็นถึงพระอนุชาก็รู้ว่า งานนี้ของร้อนแน่นอน ไมเคิลเองก็เล่นเกมเป็น แทนที่จะยอมนั่งเป็นหุ่นเชิด ซึ่งมีแนวโน้มว่าจะกลายเป็นหุ่นเชือดเอาได้ง่าย ๆ ก็เลยปฏิเสธในพระราชบัลลังก์นั่น (ถ้ายกให้ฟรี ๆ ก่อนหน้านี้สักปีสองปีค่อยน่าลุ้นหน่อย) และโอนอำนาจการบริหารบ้านเมืองนี้ให้แก่เจ้าชายลวอฟ ซึ่งตอนนั้นก็เป็นนายกรัฐมนตรีอยู่แล้วและนั่นหมายถึงว่าราชวงศ์โรมานอฟที่สืบทอดกันมายาวนานถึง 300 ปี เป็นอันสิ้นสุดลงชั่วกาลนาน
วันที่ 3 มีนาคม จึงเป็นวันแรกที่รัฐบาลเฉพาะกาล ประกาศถึงชัยชนะในการปฏิวัติได้อย่างเต็มปากเต็มคำ และได้ควบคุมตัวพระเจ้าซาร์นิโคลัส พร้อมราชวงศ์เอาไว้ที่วังลิเดีย วังที่ว่านี้อยู่ห่างจากเปโตรกราด เมืองจุดหมายปลายทางของพระองค์เมื่อเดือนก่อน เพียง 24 กิโลเมตรเท่านั้นเอง
กลางดึกของคืนวันที่ 17 กรกฏาคม 1918 หลังการปฏิวัติของบอลเชวิก ด้วยคำสั่งของเลนิน ผู้นำในการปฏิวัติ ยาคอฟ ยูรอฟสกี้ หัวหน้าหน่วยเชกา (ต้นกำเนิดของเคจีบี) พร้อมทหารอีก 12 คน นำยมทูตมาเยี่ยมพระเจ้าซาร์และครอบครัวที่ห้องใต้ดิน อาคารอิมปาตีฟ ด้วยการระดมยิงอย่งเมามัน
และในวันรุ่งขึ้น พระราชวงศ์ทุกพระองค์ก็ถูกส่งตามไปร่วมกับพระเจ้าซาร์บนสวรรค์ โดยถูกสังหารคาที่คุมขังในเมืองอะลาปาเอฟส์
เลนิน ได้ประกาศเหตุผลของการสังหารพระเจ้าซาร์และราชวงศ์ครั้งนี้ว่า เป็นเพราะกองทัพของเชกโกฯ บุกเข้ามาใกล้เมืองเอคาเตรินบุร์ก ซึ่งเป็นเมืองที่ใช้คุมขังพระเจ้าซาร์และครอบครัว เกรงว่าจถูกชิงตัวไปเสียก่อน แน่นอนว่านี่เป็นข้ออ้างเพื่อสร้างความชอบธรรม (ที่ฟังยังไงก็ด้าน ๆ )
ไม่เหมือนลูกผู้ชายตัวจริงกระทิงดองอย่างทรอตสกี้ที่ประกาศไปเลยว่า สาเหตุที่ต้องสังหารพระเจ้าซาร์และราชวงศ์ทั้งหมดนั้นเป็นเพราะไม่ต้องการให้เหล่านักปฏิวัติทั้งหลายลังเล เพราะเมื่อพระเจ้าซาร์และราชวงศ์ถูกล้างหมดแบบนี้แล้ว งานปฏิวัติก็ต้องเดินหน้าลุกเดียว ถอยกลับไม่ได้แล้ว ไม่ตายก็โตไปเลย
ส่วนที่มีข่าวลือจนกลายเป็นเรื่องจริงปนนิยาย ของเจ้าหญิงอนาสตาเซีย ราชธิดา 1 เดียวที่รอดจากการสังหารครั้งนั้นมาได้นั้น ล่าสุดเขามีการพิสูจน์ผู้ที่อ้างตัวว่าเป็นเจ้าหญิงอนาสตาเซียนี่ โดยเทียบดีเอนเอกับเจ้าชายฟิลลิป พระสวามีของพระราชินีอลิซาเบธของอังกฤษที่สืบเชื้อสายมาทางเดียวกัน ปรากฏว่าไม่ได้ตรงกันเลยครับ ก็เป็นอันสรุปได้ว่า ราชวงศ์โรมานอฟทั้งหมดถูกสังหารเรียบไปในคืนวันนั้นแหละครับ
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น